4.04.2554

WHY SUN SALUTATION??


สุริยนมัสการ เป็นอาสนะคลาสสิกท่าหนึ่งในโยคะศาสตร์ มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับอาสนะนี้ ที่หลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อน

"สุริยะ" เป็นพระนามหนึ่งของพระอาทิตย์ ผู้เป็นบุตรแห่งเทพอาทิติ พระนามนี้มีความหมายว่า "ผู้มีแสงงาม" ความหมายนี้นับว่าเหมาะสมยิ่งนัก เพราะบรรดาสรรพสิ่งในจักรวาล จะหาสิ่งอื่นใดที่เปล่งแสงแรงกล้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไม่มี

ในฐานะเป็นอาสนะแห่งโยคะ สุริยนมัสการเป็นชื่อที่รู้จักกันดีในแวดวงชาวโยคะ ชื่อนี้แปลตรงตัวว่า "ท่าไหว้พระอาทิตย์" ยกย่องกันว่าเป็นท่าครู สำนักต่างๆมักกำหนดให้เป็นท่าเริ่มต้นในการฝึกโยคะแต่ละครั้ง คือ ฝึกก่อนที่จะเริ่มทำโยคะอาสนะอื่นๆ ปกติฝึกกัน 12 รอบตามจำนวนพระนามหลักของพระสุริยเทพในภาษาสันสกฤต แต่จำนวน 12 รอบนั้น ไม่จำเป็นต้องถือเป็นกฎตายตัว สุดแท้แต่ความเหมาะสมและแนวทางโยคะแต่ละสาย ธรรมเนียมการกราบไหว้พระสุริยเทพมีมาแต่ครั้งโบราณกาล 

พระนามอีกอย่างหนึ่งของพระอาทิตย์ คือ อังศุธร หรือ อังศุหัสต์ แปลว่า "ผู้ทรงพลัง" ซึ่งพระนามนี้เกี่ยวพันกับเรื่องราวของพระรามในคัมภีร์รามายณะด้วย

พระรามเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์ คราเมื่อพระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถแห่งเมืองอโยธยานั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในพระราชสำนัก จนเป็นเหตุให้พระองค์ต้องเนรเทศตนเองออกจากเมืองไปบำเพ็ญพรตอยู่ในป่า โดยมีพระนางสีดาชายาคู่พระหฤทัยและพระลักษมณ์ อนุชาผู้จงรักภักดีเป็นผู้ติดตาม 

ในระหว่างที่สามกษัตริย์ทรงพักอยู่ในป่านั้นเอง พระนางสีดาก็ถูกทศกัณฑ์เจ้ากรุงลงกาแอบลักพาตัวไป เป็นเหตุให้พระรามต้องออกติดตามและประกาศศึกกับกรุงลงกาเพื่อแย่งชิงพระชายากลับคืนมา แม้พระรามจะเป็นอวตารแห่งเทพผู็ยิ่งใหญ่ แต่ศึกครั้งนี้หนักหนาสาหัสนัก ด้วยทศกัณฐ์ก็ทรงอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้าหาใดเทียมทัน ทั้งมี 20 หน้า 20 กร ยังเหล่าแม่ทัพและขุนศึกทั้งหลายก็มีชื่อระบือไกลว่า เก่งกาจด้วยวิทยายุทธสุดจะพรรณนา พระรามจึงเสด็จไปสู่สำนักของพระวิศิษฐดาบส เพื่อหยั่งถามความนัยในอันที่จะพิชิตฝ่ายปรปักษ์ลงให้ได้

"จงปฏิบัติสุริยนมัสการเป็นอาจิณ ทั้งยามรุ่งอรุณหรือยามสนทยา" พระดาบสทูลแนะนำ 
"เพราะเหตุใด พระคุณเจ้าจึงแนะนำเช่นนั้น" พระรามตรัสถาม 
"อันว่า พระสุริยเทพเป็นผู้ทรงพลังเปี่ยมด้วยมหิทธิฤทธิ์ นอกจากจะมีพลังไร้ผู้ใดเปรียบปานแล้ว พระสุริยเทพยังได้ชื่อว่า เป็นผู้ประทานพลังด้วย ผู้ใดปฏิบัติสุริยนมัสการเป็นนิจ ย่อมได้รับพลังอันยิ่งใหญ่ไว้ในตนไม่เสื่อมคลาย" 
"แต่ละครั้งคราวควรปฏิบัติสุริยนมััสการกี่วาระจึงสมควร" 
"พึงปฏิบัติตามกำลังแห่งตน หากแต่ว่าเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแก่ 12 พระนามหลักของพระสุริยเทพ สมควรปฏิบัติสุริยนมัสการ 12 รอบในแต่ละครั้ง" 

ผลจาการปฏิบัติสุริยนมัสการตามคำแนะนำของพระวิศิษฐดาบส ทำให้พระรามซึ่งทรงเทวฤทธฺ์มหิทธานุภาพเป็นอันมากอยู่แล้วยิ่งมีพลังกายใจสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่างสุดคณนา หลังการศึกอันยาวนาน พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพยักษ์แห่งกรุงลงกา สามารถช่วงชิงพระชายากลับคืนและในที่สุดทั้งสามกษัตริย์ก็ได้กลับสู่กรุงอโยธยา ท่ามกลางความยินดีปรีดาของบรรดาเหล่าพสกนิกรโดยถ้วนหน้า

โดยนัยนี้ โยคะศาสตร์จึงให้ความสำคัญแก่ท่าสุริยนมัสการหรือท่าไหว้พระอาทิตย์เป็นอย่างมาก ชาวโยคะที่ฝึกท่านี้อย่างถูกต้องครบถ้วน ย่อมรู้สึกได้ด้วยตนเองว่า อาสนะนี้ให้พลังกายและใจแก่ผู้ฝึกอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง การไหว้พระอาทิตย์เป็นการบริหารกายและจิตโดยตรง ส่วนใหญ่นิยมฝึกท่าสุริยนมัสการเป็นปฐม ก่อนที่จะฝึกอาสนะอื่นๆต่อไป ซึ่งเรื่องนี้มีเหตุผลทางวิชาการที่เหมาะสมอยู่หลายประการ

ในเบื้องแรกท่านควรรู้ว่า สุริยนมัสการไม่ใช่เป็นท่าเดียวโดดๆที่ฝึกรวดเดียวจบในตัวเอง แต่ประกอบขึ้นด้วยอาสนะต่างๆที่ต่อเนื่องกันเป็นสายลูกโซ่ ลีลาของแต่ละอาสนะที่ประกอบกันนี้ลัวนสัมพันธ์กันอย่างลงตัว ต่างเสริมกันและแก้กันตามลำดับ ทำให้สุริยนมัสการเป็นอาสนะที่ทรงพลังยิ่ง มีประสิทธิภาพสูงและมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวม นอกจากนั้น การที่สุริยนมัสการ ได้รวมเอาอาสนะต่างๆอันหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การฝึกสุริยนมัสการเพียงท่าเดียว มีผลเท่ากับฝึกอาสนะต่างๆหลายอาสนะไปพร้อมกันนั่นเอง โดยที่สุริยนมัสการมีลักษณะดังกล่าว จึงเป็นอาสนะที่เหมาะต่อการ "วอร์มอัพ" เพราะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนและมีความยืดหยุ่นสูง เมื่อได้ฝึกครบ 12 รอบ ผู้ฝึกจะรู้สึกว่าร่างกายยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ทั้งจิตใจก็ดิ่งลงสู่สมาธิระดับหนึ่งแล้ว จึงมีความพร้อมที่จะฝึกท่าอื่นๆต่อไปได้ 

กล่าวทางด้านกายภาพ ท่าสุริยนมัสการเป็นการบริหารร่างกายทุกส่วนอย่างสมดุล ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อฝึกเป็นประจำจะส่งผลให้ร่างกายยืดหยุ่น รูปร่างโดยรวมจะสวยงาม สมสัดส่วน กล้ามเนื้อกระชับ ไม่หย่อนยาน เป็นการชะลออายุ ทำให้ดูอ่ิอนกว่าวัย จึงเป็นท่าที่นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนั้น สุริยนมัสการยังมีผลที่โดดเด่นด้านสุขภาพด้วย เพราะเป็นท่าที่มีผลต่อการกำจัดพิษในร่างกาย (Detoxification) เป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการบำบัดโรคหรือฟื้นฟูสุขภาพด้วยอาสนะอื่นๆที่จะปฏิบัติต่อไป แม้ท่านที่มีปัญหาเรื่องสมรรถนะทางเพศก็อาจแก้ปัญหาได้ด้วยสุริยนมัสการเช่นกัน

สุริยนมัสการเป็นท่าที่ฝึกง่าย ไม่ต้องใช้ความยืดหยุ่นสูง ไม่ว่าจะมีรูปร่างอย่างไรในเบื้องต้น ก็สามารถฝึกได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เมื่อได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถพัฒนากระบวนท่าให้ถูกต้องและพลิ้วไหวได้ สำหรับท่านที่ตัวแข็งสักหน่อย อาจปรับเปลี่ยนบางจุดให้สะดวกต่อการฝึกมากขึ้น เมื่อฝึกไปเรื่อยๆร่างกายจะยืดหยุ่นจนเพียงพอต่อการฝึกตามแบบมาตรฐานได้เอง 

ในขณะฝึก ควรระลึกอยู่เสมอว่า ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดทางสรีระ มากหรือน้อยต่างกันไป จึงไม่ควรดูผู้อื่น ผู้ฝึกแต่ละคนควรระมัดระวังการเคลื่อนไหวของตนเองให้เป็นไปอย่างนุ่มนวลเชื่องช้า เพื่อพัฒนาสติและสมาธิให้สมบูรณ์ รู้เท่าทันการเคลื่อนไหวทุกขณะ จังหวะของการหายใจจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเสมอ เมื่อการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ การหายใจจึงยาวและลึกตามไปด้วย นี่เป็นเคล็ดลับที่สำคัญประการหนึ่ง นอกจากนั้น การเคลื่อนไหวช้าๆอย่างมีสติจะช่วยป้องกันมิให้ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเคล็ดยอกหรือเจ็บปวดได้ เพราะอยู่ในความควบคุมของเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

อ้างอิง : ดร.สุนทร พลามินทร์



3.22.2554

PRANAYAMA 2 (cont.)



The Final Goal
Attempt pranayama only when the yoga asanas have been mastered. Each inhalation activates the central nervous system into stimulating the peripheral nerves, and each exhalation triggers the reverse process. During the retention of breath, both process take place. Pranayama is a complex process. It has to be practiced with the greatest sincerity and precision. You cannot achieve pranayama just because you want to-you have to be ready for it.

In pranayamic breathing, the brain is quiet, and thus allows the nervous system to function more effectively. Inhalation is the art of receiving primeval energy into the body in the form of breath and bringing the spiritual cosmic breath into contact with the individual breath. Exhalation is the removal of toxins from the system.

Between the material and spiritual world
Pranayama is also the link between the physiological and spiritual organisms of man. At first, pranayama is difficult and requires great effort. Mastery is achieved when pranayama becomes effortless. Just as the diaphragm is the meeting point of the physiological and spiritual body, the retention of energy is realizing the very core of your body. Once the external movements are controlled, there is internal silence. In such a silence there is no thought as the mind has then dissolved in the self. 

Practicing pranayama is not only very difficult, but also highly absorbing. If you fail after a few cycles, be content with the knowledge that you have practiced three or four cycles with awareness and attention. Do not turn away from failures, but try to accept them and learn from them. Gradually, you will be successful in your attempts and will learn to master pranayama.

Reference: B.K.S Iyengar - Philosophy of Yoga

3.17.2554

PRANAYAMA


Prana, the breath, and the mind are inextricably linked to each other.

The ancient yogis advocated the practice of pranayama to unite the breath with the mind, and thus with the prana or life-force. Prana is Energy and Ayama is the storing and distribution of that energy. Ayama has 3 aspects or movements: vertical extension, horizontal extension, and cyclical extension. By practicing pranayama, we learn to move energy vertically, horizontally, and cyclically to the frontiers of the body.

Breath in Pranayama
Pranayama is not deep breathing. Deep breathing tensed the facial muscles, makes the skull and scalp rigid, tightens the chest and applies external force to intake or release of breath. This creates hardness in the fibers of the lungs and chest, preventing the percolation of breath through the body.

In Pranayama, the cells of the brain and the facial muscles ramain soft and receptive, and the breath is drawn in or released gently. During inhalation, each molecule, fiber and cell of the body is independently felt by the mind, and is allowed to receive and absorb the prana. There are no sudden movements and one becomes aware of the gradule expansion of the respiratory organs, and feel the breath reaching the most remote part of the lungs.
In exhalation, the release of breath is gradule, and this gives the air cells sufficient time to re-absorb the residual prana to the maximum possible extent. This allows for the full utilization of energy, thus building up emotional stability and calming the mind.

The practice of asanas removes the obstructions which impede the flow of prana. During pranayama, one should be totally absorbed in the fineness of inhalation, exhalation, and in the naturalness of retention. One should not disturb or jerk the vital organs and nerves, or stress the brain cells. The brain is the instrument which observes the smooth flow of inhalation and exhalation. One must be aware of the interruptions which occur during a single inhalation and exhalation. Check these and a smooth flow will set in. During retention of breath, learn to retain the first indrawn breath with stability. If this stability is lost, it is better to release the breath, rather than strain to hold it. While inhaling or retaining the breath in pranayama cycle, remember to ensure that the abdomen does not swell. 

to be continue.....

3.07.2554

โยคะและการเจริญสติปัฏฐานสี่

มีอะไรในตัวเราให้ดูบ้างระหว่างฝึก


คำตอบ คือ ทั้งหมดที่เป็นส่วนของกายและภาวะทางใจ คุณผู้อ่านทำหน้างงๆกันแล้ว ยังงัยล่ะเนี่ย??  จะดูยังงัยหมด? ดูพร้อมกันหมดเลยรึเปล่า? คำตอบ คือ เปล่าค่ะ แยกดูเป็นส่วนๆก่อนนะคะ เพราะดูทั้งหมดทีเดียวเป็นไปไม่ได้ค่ะ ดูเท่าที่เราดูได้พอค่ะ แล้วดูส่วนไหนก่อนดีล่ะ? ดูลมหายใจก่อนเป็นงัยคะ เพราะลมหายใจเป็นที่พึ่งได้และยังเป็นตัวฉุดสติได้ด้วยค่ะ รวมทั้งเป็นตัวทำให้เกิดสติเห็นความไม่เที่ยงตามจริงได้ด้วยค่ะ


เอาล่ะ เมื่อรู้วิธีกันแล้ว ทีนี้ก็เริ่มกันเลยนะคะ แค่รู้ธรรมดาๆว่า กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ตรงนั้นเรียกว่า "มีสติ" ค่ะ เมื่อใดมีสติ เมื่อนั้นความสงสัยและความฟุ้งซ่านย่อมถูกแทนที่ได้ชั่วคราว ปัญหา คือ เราทั้งหลายไม่สามารถปลูกฝังความพอใจ หรือกระทั่งเตือนสติให้ตนเองเข้ามารู้ลมหายใจหรือรายละเอียดอื่นๆในกายและใจได้ง่ายนัก ตรงนี้พิสูจน์ได้ไม่ยากค่ะ เวลาฝึกๆไป แค่ตามลมได้ตลอดก็เก่งแล้วค่ะ แต่ส่วนใหญ่ เวลาฝึกๆไปจะล่องลอยไปที่โน่นที่นี่กันมากกว่า ลองสังเกตุตัวเองดูนะคะ ว่าเราตามลมได้ตลอดมั้ย ถ้าได้ตลอด ลองสังเกตุต่อไปอีกว่า เมื่อใดลมหายใจสั้น เมื่อใดลมหายใจยาว แรกเริ่ม ถ้าไม่เคยฝึกโยคะมาก่อนลมหายใจมักจะสั้นอยู่แล้วค่ะ และถ้าลมหายใจสั้น สติจะเกิดได้ยากกว่าลมหายใจยาว แต่ถึงแม้ลมหายใจจะสั้น ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังหายใจอยู่ เมื่อนั้นสติก็เกิดแล้วค่ะ


เมื่อฝึกไปๆอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจจะยาวขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้เมื่อเราสามารถลากลมหายใจได้ยาว เราจะดูลมได้ชัดขึ้นค่ะ เมื่อดูลมชัดขึ้น จะเกิดสติง่ายขึ้น คราวนี้ เราจะมีสมาธิอยู่กับตัวเองมากขึ้นโดยที่ความฟุ้งซ่านเรื่มลดน้อยลง เราสามารถย้ายจากการดูลมหายใจมาดูที่กายได้ว่าเรากำลังฝึกอาสนะไหนอยู่ แขนซ้ายหรือแขนขวาที่ียกขึ้น ขาซ้ายหรือขาขวาที่ยืนอยู่ ก้มตัวอยู่หรือเงยขึ้น เมื่อฝึกถึงท่าที่เราไม่ค่อยถนัดเท่าไรนัก เช่น การใช้ร่างกายข้างที่ไม่ถนัดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้างซ้าย ทำไมมันก้มไม่ไปหรือเงยไม่ได้แถมยังเจ็บมากๆด้วย เราก็ดูเวทนาที่มันเิกิดขึ้น เออนะ ร่างกายเรานี่มันไม่มีส่วนไหนที่สบายอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ทำได้ ค้างท่าได้สบายๆ ลองค้างนานๆสัก 10 ลมสิคะ โอย!! เริ่มปวดแล้ว เมื่อไหร่จะให้เปลี่ยนท่าซะที ตอนนี้น่ะ อ่านแล้วขำ แต่ตอนอยู่ในชั้นเรียนถึงกับโกรธครูไปเลยก็มี จะทรมานกันไปถึงไหนเนี่ย?? (แอบใส่ความรู้สึกส่วนตัวเล็กๆค่ะ :) ) 


แต่ถ้าเรามีสติพอที่จะดูมันต่อไปเรื่อยๆ เราจะพบว่า ความเจ็บหรืออารมณ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้น มันอยู่กับเราไม่นานหรอกค่ะ เดี๋ยวมันก็ไป เดี๋ยวเปลี่ยนท่ามันก็หายแล้ว ตรงนี้ เราก็ได้การพิจารณาธรรมะขึ้นมาอีก ได้ธรรมะระหว่างฝึก "สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นตั้งอยู่และดับไป" ในที่สุด เพียงแต่เราพิจารณาตรงนี้ทันรึเปล่า ส่วนใหญ่ ไม่ทันค่ะ เพราะมัวแต่โกรธ หงุดหงิด รำคาญ งัยคะ กิเลสเอาไปกิน


ลองใหม่มั้ยคะ คราวหน้าฝึกเองหรือเข้าชั้นเรียนลองเริ่มสังเกตุตัวเองไปเรื่อยๆ เริ่มจากดูลมหายใจก่อนนะคะ แล้วถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างฝึก โดยที่สิ่งนั้นมากระทบอายตนะทั้งหกของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อะไรเกิดขึ้นก็ใช้จิตไปรับรู้สิ่งนั้น คือ หงุดหงิดห็รู้ว่าหงุดหงิด รำคาญก็รู้ว่ารำคาญ (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) กายเคลื่อนไหว รู้ว่าส่วนใดเคลื่อนไหวอยู่ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น รับรู้ที่ความเจ็บปวดนั้น (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) สุดท้าย รู้ว่า สิ่งใดๆย่อมไม่คงทน มีความ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" เป็นธรรมดา (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) 


เพียงแค่นี้ เราก็สามารถฝึกโยคะไปพร้อมๆกับการเจริญสติปัฏฐานสี่ตามแนวทางของพุทธศาสนาได้แล้วค่ะ ถามว่า ยากมั้ย ตอบว่า ยากค่ะ แต่ไม่เกินความสามารถของทุกท่านแน่นอนค่ะ ค่อยๆเริ่มจากวันนี้นะคะ อย่างน้อย ก็ได้ชื่อว่านับหนึ่งแล้ว 


สุดท้าย ขอให้ทุกท่าน ค้นพบตัวตนภายในอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของการฝึกโยคะค่ะ


อ้างอิง : หนังสือวิปัสสนานุบาล